แล้ววัฒนธรรมการวิจัยของมหาวิทยาลัยรามคำแหง ……. จะเปลี่ยนไป 😊🦌
20 ก.ค. 69
รองศาสตราจารย์ ดร.มณี อัชวรานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสัตว์ในภูมิภาคเขตร้อน ”จุดเริ่มต้น“ ของ Campaign
#มหาวิทยาลัยเพื่อชุมชน ในฐานะหัวหน้าทีมวิจัย เรียนเชิญหัวหน้าและผู้ร่วมโครงการวิจัยใน Objective ที่ 4
ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ทั้ง 15 โครงการ ทั้งของสาขาวิทยบริการ จ. นครศรีธรรมราชและ จ. นครราชสีมา
“ที่ได้ดำเนินการจนเสร็จสิ้นเรียบร้อย” และเปิดโครงการใหม่เฉพาะของสาขาวิทยบริการนครศรีธรรมราช
งบประมาณ พ.ศ. 2569 อีก 4 โครงการ พบปะหารือ (ณ ห้องประชุมสถาบันวิจัยและพัฒนา อาคารสุโขทัย ชั้น 12)
เกี่ยวกับกำหนดการและแนวทางในการนำเสนอผลการวิจัยในพื้นที่ ๆ ทำวิจัย คือ จังหวัดนครศรีธรรมราช
(วันที่ 8-12 กันยายน) จังหวัดนครราชสีมา (วันที่ 29-30 ตุลาคม 2569) ณ สาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกียรติ
เป็นเวที นำเสนอ รับฟังความคิดเห็น จากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและผู้ใช้ประโยชน์ (Stakeholder)
จากคนในชุมชน องค์กรบริการท้องถิ่น ที่จะต่อยอดใช้ประโยชน์จากผลของการวิจัยและนำไปสู่นโยบายสาธารณะ….
ซึ่งอาจเป็นครั้งแรก และจุดเริ่มต้น กระบวนการใช้ประโยชน์จากการวิจัยที่เป็นรูปธรรมของมหาวิทยาลัยรามคำแหง
บนหลักการ ผลผลิต (Output) ผลลัพธ์ (Outcome) และผลกระทบ (Impact) ที่ชัดเจนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ขอบคุณท่านอาจารย์
นักวิจัยทุกท่านที่ ลุกออกมาจาก ”พื้นที่ปลอดภัย“ (Comfort Zone) แล้วมาร่วมขบวนเดินทางไปด้วยกันครับ….😀
#มหาวิทยาลัยรามคําแหง
#สถาบันวิจัยและพัฒนา
#สถาบันวิจัยสัตว์ในภูมิภาคเขตร้อน
#มหาวิทยาลัยเพื่อชุมชน







ในที่สุดเราก็ได้ข้อเสนอโครงการวิจัยใน Objective ที่ 4 เพื่อการขับเคลื่อน Campaign “มหาวิทยาลัยเพื่อชุมชน” ในปีที่ 2
ในที่สุดเราก็ได้ข้อเสนอโครงการวิจัยใน Objective ที่ 4 เพื่อการขับเคลื่อน Campaign “มหาวิทยาลัยเพื่อชุมชน” ในปีที่ 2
ขอบคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง สำหรับกำลังใจและ
“กำลังลุ้น” ของท่าน ที่ให้กับสถาบันวิจัยและพัฒนา (สวพ.) และสถาบันวิจัยสัตว์ในภูมิภาคเขตร้อน (สวสร.)
ในการมุ่งสู่การเป็น “มหาวิทยาลัยเพื่อชุมชน” เสมอมา
การอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “การสร้างแนวทางพัฒนาข้อเสนอโครงการวิจัยเพื่อมุ่งสู่การเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อชุมชน”
ในครั้งนี้นั้น อาจารย์ที่ยื่นข้อเสนอโครงการ ได้แลกเปลี่ยน และวิเคราะห์ ข้อเสนอของตนเองกับวิทยากรทั้งสองท่าน
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เกสรี พงษ์สังข์ และ ดร.ก่อพงษ์ นามวัฒน์ เพื่อนำไปปรับปรุงก่อนขั้นตอนการอนุมัติโครงการแล้วนำไปเริ่มต้น “ทำงาน”
ร่วมกับพี่น้องในชุมชนทั้ง 4 จังหวัด ได้แก่ นครศรีธรรมราช ชัยภูมิ แพร่ และปราจีนบุรี
และในครั้งนี้ทางสาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกียรติทั้ง 4 แห่ง ก็ได้ร่วมประชุมแบบ Online
โดยระบบของทางสำนักเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา
ขอบคุณ “ผู้จุดประกาย” ไอเดียและเบื้องหลังการทำงานจนได้ 28 ข้อเสนอที่มีคุณค่านี้ คือ รองศาสตราจารย์ ดร.มณี อัชวรานนท์
(ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสัตว์ในภูมิภาคเขตร้อน) และเจ้าหน้าที่ของ สวพ. และ สวสร. ในการประสานทำงานทุกท่าน
นี่อาจจะเป็นมุมมองใหม่ในการสร้างข้อเสนอโครงการวิจัย ที่ผู้ได้ประโยชน์ไม่ใช่เพียงอาจารย์ผู้สร้างข้อเสนอ
แต่รวมถึงผู้คนในชุมชน ที่จะเป็น “Stakeholder”
และอาจนำไปสู่การสร้างนโยบายสาธารณะ ที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน
ในนามของมหาวิทยาลัยรามคำแหง… ของเรา
ลุกออกมาจาก “พื้นที่ปลอดภัย” แล้วมาร่วมขบวนเดินทางไปด้วยกันครับ….😀
#มหาวิทยาลัยรามคําแหง
#สถาบันวิจัยและพัฒนา
#สถาบันวิจัยสัตว์ในภูมิภาคเขตร้อน
#มหาวิทยาลัยเพื่อชุมชน

















สถาบันวิจัยสัตว์ในภูมิภาคเขตร้อน (สวสร.) หลังจากเริ่มต้นทำงานกับชุมชน ตั้งแต่เมื่อครั้งทำโครงการ #ตลาดชุมชนฟาร์มกวาง
สถาบันวิจัยสัตว์ในภูมิภาคเขตร้อน (สวสร.) หลังจากเริ่มต้นทำงานกับชุมชน ตั้งแต่เมื่อครั้งทำโครงการ #ตลาดชุมชนฟาร์มกวาง สร้างการรับรู้ต่อสังคมและชุมชนในนามของ “มหาวิทยาลัยรามคำแหง” จนกลายเป็นการ “จุดประกาย”
ให้กับสถาบันวิจัยและพัฒนาจัดสร้าง Campaign #มหาวิทยาลัยเพื่อชุมชน ในวันนี้ก็ยังทำหน้าที่นั้นอย่างต่อเนื่อง
ทีมของเราในวันนี้พากันย้อนกลับไป “ค้นหาอดีต” รากเหง้าของชุมชนที่เคยมีชีวิตอยู่ในพื้นที่บ้านวังหาด ต.ตลิ่งชัน อ.บ้านด่านลานหอย จ.สุโขทัย ตั้งแต่
“ยุคหินใหม่” เข้าสู่ “ยุคเหล็ก” ตอนต้น ราว 2,000 กว่าปีมาแล้ว (ก่อนมีนครรัฐสุโขทัย)
จากสิ่งของที่ชาวชุมชนเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์บ้านวังหาด ที่ ”เคย“ เป็นแหล่งค้นคว้าหาความรู้โบราณคดีและท่องเที่ยวที่สำคัญ
แต่ปัจจุบันด้วยยุคสมัยทำให้ถูกลดความสนใจลงไป
ขอบคุณในความตั้งใจของ คุณสมชาย นาโตนด (ครูกุ้ง) ครูศูนย์การเรียนรู้ ตำบลบ้านด่าน
ที่มาเปิดกุญแจพิพิธภัณฑ์ให้ทีมของเราได้มีโอกาสเข้าไปเห็น บอกเล่าเรื่องราวของวัตถุโบราณชิ้นต่าง ๆ
อีกทั้งยังนำเราเดินทางไปจนถึง “ต้นน้ำคลองแม่รำพัน” ที่ไหลผ่าน อ.บ้านด่านลายหอย เข้าสู่ ต.เมืองเก่า
ซึ่งชื่อเดิมในชุมชนเรียกว่า “คลองปันลำ” ที่เป็นแนวเขา “สันปันน้ำ” หรือ “ผีปันน้ำ”
ระหว่างจังหวัดลำปางและจังหวัดสุโขทัย อันเป็นเส้นทางการเคลื่อนย้ายของผู้คนทางเหนือ
ลงมาอาศัยในพื้นที่สุโขทัยในปัจจุบัน ชี้จุดที่มีการสร้างเตาถลุงแร่เหล็กที่มีจำนวนมากและยังไม่มีการศึกษาวิจัยอย่างจริงจังบนแนวภูเขาดังกล่าว
และยังพาไปยังจุดที่มีการพบเครื่องมือ “ยุคหิน” ที่คนในพื้นที่เชื่อว่ามีกระจัดกระจายอยู่ในชุมชน
สุดท้ายนำไปพบกับกลุ่มอาชีพของคนในชุมชนปัจจุบันที่ยังดำรงชีพจากทรัพยากรในท้องถิ่นของต้นน้ำคลองแม่รำพัน…
สิ่งที่ทีมของเราได้พบเห็นในวันนี้ ทำให้รู้ว่า ภารกิจของหน่วยงานการศึกษา
ยังมี “อะไร” ที่ต้องทำอีกมาก ที่จะนำไปสู่การเป็น “มหาวิทยาลัยเพื่อชุมชน”
การทำงานในวันนี้จะนำไปสู่กระบวนการทำงานในวันข้างหน้าอีกยาวไกล…..
แต่เรา จะไม่หยุดยั้ง 😊
ลุกออกมาจาก ”พื้นที่ปลอดภัย“ แล้วมาร่วมขบวนเดินทางไปด้วยกันครับ….😀
#มหาวิทยาลัยรามคําแหง #สถาบันวิจัยและพัฒนา #สถาบันวิจัยสัตว์ในภูมิภาคเขตร้อน #มหาวิทยาลัยเพื่อชุมชน

ประชาสัมพันธ์ สภาคณาจารย์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง จัดโครงการอบรมทางด้านวิจัย: “เครื่องมือเก็บข้อมูลในการวิจัยเพื่อท้องถิ่น”
ประชาสัมพันธ์ เชิญชวนส่งบทความผลงานวิจัยเข้าร่วมนำเสนอในกิจกรรม Thailand Research Expo & Symposium 2026
กำหนดการโครงการ “Shopping โจทย์วิจัย” รุ่นที่ 1
ขอรายงานการเดินทางของคณะทำงานสกัดโจทย์วิจัย…. มหาวิทยาลัยเพื่อชุมชน จังหวัดปราจีนบุรี
16 ธ.ค. 68
สุดท้ายของการเดินทาง….(สำหรับปีนี้)
แต่คือจุดเริ่มต้น…. ของข้อเสนอโครงการ
หลังจากคณะทำงานฯ รองอธิการฯ และเจ้าหน้าที่ของสาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกียรติจังหวัดปราจีนบุรี
ได้สักการะ “พ่อขุน” เราก็เริ่มงานทันที…
ในห้องประชุม (ปรับปรุงใหม่) ชั้น 2 เต็มไปด้วยพี่น้องปราชญ์ชาวบ้านจากชุมชนต่าง ๆ และทีมผู้บริหารจาก ต.ไม้เค็ด
ทุกคนดูตื่นเต้นกับการมาเยือนของคณะทำงานฯ มาก สารพันปัญหาที่เริ่มต้นจากการบริหารจัดการน้ำ
ที่ดูเหมือนจะเป็นปัญหาใหญ่ของชุมชนเกษตรกรรม จนไปถึงปัญหาการตลาดของสินค้าเกษตร
และการต่อสู้ดิ้นรนของผู้คนใน “เมืองรอง” ที่ใกล้กรุงเทพฯ
เนื่องจากมีเวลาเพียงวันเดียว ช่วงบ่ายคณะทำงานเร่งรีบ “ออกสกัดโจทย์จากพื้นที่”
เริ่มจากปัญหาหลักเรื่องการบริหารจัดการน้ำ ที่ทางชุมชนไม้เค็ดและใกล้เคียง
อยากได้กระบวนการที่ผู้คนในชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารทรัพยากรท้องถิ่นที่มีค่า
ที่มีอยู่จำกัด แบ่งปันทั่วถึงอย่างเป็นธรรม… (บนบริบทสังคมที่สร้างอุปสรรคนานับประการ)
ก่อนจากกันกับทีมผู้บริหารท้องถิ่น เราก็ได้ยินประโยคที่ชาวชุมชนมักจะพูดเสมอ ๆ ว่า
“ฝากความหวังไว้กับมหาวิทยาลัยรามคำแหงด้วย…” 😓
จากนั้นคณะเราก็ลัดเลาะไปตามชุมชนต่าง ๆ ถึง 5 ที่ ที่เหมือนหลบซ่อนอยู่ในเงาครึ้มของต้นไม้ รับรู้ถึง “ความหวัง”
ในการพัฒนาพื้นที่ของตน โดยเฉพาะการพัฒนาทางเศรษฐกิจชุมชน ที่อาจกลายเป็น “ราก”
ของปัญหาทุกอย่างของสังคมที่นี่
ก่อนเดินทางกลับ… คณะทำงานก็ได้ผ่านเข้าใจกลางเมืองเล็ก ๆ ของ จ.ปราจีนบุรี
หามุมเติมพลังและสรุปหัวข้อต่าง ๆ ที่ได้เป็นการบ้านจากพี่น้องในชุมชนต่าง ๆ
ขอบคุณคณะทำงานขับเคลื่อนทุก ๆ ท่าน รวมถึงทุก ๆ ท่านที่สาขาวิทยบริการฯ จ. ชัยภูมิ แพร่ และปราจีนบุรี….
การเดินทางของพวกเราในครั้งนี้บรรทุกหนักกลับมาคือ “ความหวัง” ของผู้คน รับรู้ถึง “ความคาดหวัง”
ที่ประชาชนมีต่อมหาวิทยาลัยรามคำแหง
คณะทำงานของเราเปรียบเสมือน “กลุ่มมดตัวน้อย” ที่ช่วยกันแบกความคาดหวังนั้น
กลับมาให้คณาจารย์ทุกท่านได้ใช้ความสามารถของท่านช่วยกันนำสิ่งดีๆ คืนกลับสู่สังคมและชุมชน….
ขอบคุณ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ อธิการบดีของเราที่เริ่มนำการเดินทางที่ชัยภูมิ
ซึ่งเป็นการเริ่มต้นที่งดงาม… เป็นกำลังใจที่สำคัญของพวกเรา
ขอบคุณ
– ท่านรองอธิการบดีฯ ทั้ง 3 จังหวัด ชัยภูมิ แพร่ และปราจีนบุรี ที่ให้การต้อนรับพวกเราอย่างอบอุ่น
และร่วม “ตะลอน” ไปกับเราในทุกพื้นที่
– คณะทำงานทุก ๆ ท่านโดยเฉพาะ รองศาสตราจารย์ ดร. มณี อัชวรานนท์ แม่งานประสานสิบทิศ
ที่มีพลังเต็มเปี่ยม และนำมาใช้ในงานนี้
– พี่น้องเจ้าหน้าที่ทุกท่านทุกสาขาฯ คณะของเรารับทราบถึงความตื่นตัวและตื่นเต้นของทุกท่านที่ใช้ “หัวใจ”
ในการเตรียมงานต้อนรับพวกเรา
– พี่น้องชาวชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน ทุกๆ ท่าน ที่เราได้มีโอกาสรู้จัก พูดคุย และส่งผ่านความคาดหวังมา…..
การทำงานบทใหม่กำลังจะเริ่มต้น…
แล้ววันหนึ่ง….. เราจะกลับมาครับ 😊
ลุกออกมาจาก “พื้นที่ปลอดภัย” แล้วมาร่วมขบวนเดินทางไปด้วยกันครับ….😀
#มหาวิทยาลัยรามคําแหง
#สถาบันวิจัยและพัฒนา #สถาบันวิจัยสัตว์ในภูมิภาคเขตร้อน
#มหาวิทยาลัยเพื่อชุมชน































ขอรายงานการเดินทางของคณะทำงานสกัดโจทย์วิจัย…. มหาวิทยาลัยเพื่อชุมชน จังหวัดแพร่
11-13 ธ.ค. 68
บททดสอบครั้งสำคัญของ “ทีมสกัดโจทย์วิจัย”
คณะของเราออกเดินทางกันตั้งแต่เช้ามืดของวันที่ 11 ธ.ค. 68 เพราะระยะทางค่อนข้างไกล
และมีกำหนดการในการพบปะกับ “กลุ่ม” ที่เป็นคนรุ่นใหม่ของแพร่ “การสกัดโจทย์วิจัย”
เริ่มทันทีตั้งแต่วินาทีแรกที่ย่างเข้ามายังเมืองแพร่
จากนั้นก็เริ่มต้น ”เข้าชุมชน“ ดูผ้าด้นมือ ของกลุ่มชาวบ้าน ที่ใช้เศษผ้าสีอันเล็ก ๆ มาเย็บประกอบกันเป็นผ้านวม
ผ้าคลุมเตียงผืนใหญ่ และปลอกหมอน ด้วยความประณีต เป็นลวดลายตามที่ลูกค้าสั่งทำ
จากคำบอกเล่าของผู้ใหญ่บ้านว่า ได้รับการส่งเสริมจากมิชชันนารี
ที่มาเผยแพร่ศาสนา ที่อยากส่งเสริมให้แม่บ้านมีอาชีพเสริมหลังจากการทำนา
อย่างไรก็ตาม ยังคงมีปัญหาของชุมชนที่รอการวิจัยเจาะลึกด้านต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง
จากนั้นก็เดินทางต่อไปดูการทำเมี่ยง จากใบชาอัสสัม โดยการหมัก เป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือน
มีกระบวนการที่ต้องเก็บใบชาจากภูเขาสูงที่คนรุ่นก่อนปลูกไว้ มาหมักใส่ชะลอมไม้ไผ่ รสชาติหวาน ฝาด
ไว้เป็นของกินเล่นในแถบภาคเหนือ โจทย์วิจัยหลากหลายด้าน รอการค้นคว้าวิจัย
จากนั้นคณะก็เดินทางลัดเลาะไปตามถนนเล็ก ๆ ของชุมชนขึ้นสู่อ่างเก็บน้ำแม่สายที่เป็นต้นกำเนิดสายน้ำ
จากภูเขาสูงหล่อเลี้ยงเมืองแพร่ โจทย์วิจัยเกี่ยวกับปัญหาการจัดการน้ำเริ่ม ณ ที่นี่
ในวันรุ่งขึ้น….
เมื่อคณะของเรามาถึง สาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดแพร่ ในห้องประชุมที่มีการจัดเตรียมสถานที่ไว้อย่างสวยงาม
ทราบว่า พี่ ๆ และน้อง ๆ เจ้าหน้าที่สาขาฯ ทุกท่านตั้งใจมากๆ กับกิจกรรมในครั้งนี้
เราได้มีโอกาสพบปะกับผู้นำชุมชนกลุ่มต่าง ๆ ในนามของ ”ปราชญ์ชาวบ้าน“ ที่ได้มาบอกเล่าเรื่องราว การทำงาน
ประวัติชีวิตส่วนตัว และความตั้งใจที่อยากจะทำให้กับจังหวัดแพร่ ซึ่งส่วนใหญ่มีลักษณะ “แนวคิดก้าวหน้า”
และเราได้รับรู้ถึงพลังความเข้มแข็งของชุมชนเป็นอย่างมาก…. พลังแรงจนช่วงบ่ายกระแสไฟฟ้าตก 😅
ทำให้เราต้องออกมานั่งสนทนากันต่อด้านหน้าของอาคารสำนักงาน
ช่วงเช้านี้ โจทย์วิจัยหลากหลายปัญหาจากการนำเสนอของปราชญ์ชาวบ้าน
ทำให้คณะทำงานเปี่ยมด้วยพลังที่จะนำไปถ่ายทอดให้กับคณาจารย์นักวิจัยที่ส่วนกลางดำเนินการวิจัยเพื่อชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม
หลังจากนั้นช่วงบ่าย คณะขับเคลื่อนฯ ก็ได้เดินทางไปดูการทำหมวก “กุ๊บลอน” ที่เป็นเอกลักษณ์มาก ๆ
ของเมืองแพร่ ขั้นตอนการย้อม “ม่อฮ่อม” บนเส้นใยฝ้ายซึ่งเป็นที่มาของเสื้อม่อฮ่อม
ที่เป็นเอกลักษณ์สำคัญอีกอย่างของชุมชนแพร่ โจทย์วิจัยเกี่ยวกับการดำเนินงาน ยังรอการไขข้อปัญหา
และสุดท้ายของวันด้วยการพบผู้ประกอบการสุราชุมชนของเมืองแพร่ ที่ทำให้รับรู้ว่า
แพร่เป็นแหล่งแปรรูปข้าวให้อยู่ในรูปแบบของสุราพื้นบ้านเยอะมาก ๆ
โจทย์วิจัยในการนำผลไม้พื้นถิ่นของแพร่ มาแปรเปลี่ยนเป็นสุราพื้นบ้าน เป็นหัวข้อที่รอคณะผู้วิจัย
เช้าวันสุดท้ายก่อนเดินทางกลับ คณะของเราได้พบกับกลุ่มคนแพร่ที่รวมตัวกัน พยายามจัดทำ กาดวินเทจ
บนถนนเรียบกำแพงเมืองเก่า รับทราบเรื่องราวบางส่วนของ “ประวัติศาสตร์เมืองแพร่”
ทึ่รอการถ่ายทอดสู่สังคมในรูปแบบของการวิจัย
คณะกรรมการขับเคลื่อนฯ ได้พบกับ “สิ่งท้าทายใหม่” ในการทำงานครั้งนี้เป็นอย่างมาก… ในการสกัดโจทย์วิจัย 😀
เราได้พบกับความเป็นตัวตนที่เข้มแข็งของกลุ่มที่มานำเสนอเรื่องราวต่าง ๆ
ที่ดูเหมือนจะผ่านการทำงานในหลายเรื่องมาจนสำเร็จไปแล้ว…😀
แต่ในขณะเดียวกันคณะทำงานของเราก็รับสัมผัสได้ถึงปัญหาอีกหลายอย่างที่ยังมีอยู่ภายใต้…
มีอีกหลายอย่างที่ยังไม่ได้ถูกยกมานำเสนอ….มีอีกหลายอย่างที่คณะของเรา “เห็น” ด้วยมุมมองของ “คนนอก”
ในทุกค่ำคืนหลังจากกลางวันที่เราทำงาน คณะทำงานจะมาสรุปจนเวลาล่วงเลยเที่ยงคืน
เรียกว่าทำงานกันคุ้มค่ากับเวลาที่พวกเรามีอยู่ในแพร่ในครั้งนี้ 😀
ทุกคนเห็นตรงกันหมดว่า จ. แพร่ สร้าง “ความท้าทายใหม่” ให้คณะของเราจริง ๆ
สิ่งหนึ่งที่เป็นเหมือนคนละปัญหาเดียวกันในทุกพื้นที่ ๆ เรา ได้มีโอกาสรับรู้ คือ การกลับสู่ถิ่นฐานมาใช้ชีวิต
และพัฒนาบ้านเกิดของคนรุ่นใหม่ นั้นมีจำนวนน้อยลงอย่างน่าใจหาย ซึ่งอาจมีผลร่วมมาจากหลาย ๆ ปัจจัย
เช่น ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น การกระจายและการบริหารงานภาครัฐฯ ชุดความคิดและความสัมพันธ์ของผู้คนในสังคมชุมชน
และอื่น ๆ อีกร้อยแปดพันประการ ฯลฯ
จะอย่างไรก็ตาม การมาเยือนแพร่ในครั้งนี้ ทำให้ทราบว่า มหาวิทยาลัยรามคำแหง “ของเรา”
นั้นเป็นความหวังหนึ่งของสังคมมาก (ถ้าไม่เป็นการคิดเข้าข้างตัวเองเกิน 😀) ที่จะใช้เครื่องมือสำคัญนั่นคือ “การวิจัย”
ในการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงสังคมท้องถิ่น จากจุดเล็ก ๆ ให้กลายเป็นภาพใหญ่ที่สวยงาม
รับทราบถึงความต้องการของชุมชนที่อยากมี “รามคำแหงของเรา” ในการคลี่คลายปัญหา
ร่วมพัฒนาชุมชนท้องถิ่น บนหลักการและความตั้งใจในการเป็น “มหาวิทยาลัยเพื่อชุมชน”
ขอขอบพระคุณ
– ท่าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ อธิการบดีของพวกเราที่เป็นพลังใจ เป็นพลังศรัทธา
และเป็นพลังยึดเหนี่ยว ให้พวกเรายึดโยงซึ่งกันและกันในการทำงานกันอย่างต่อเนื่อง โดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
ขอขอบคุณ
– รองฯจักรีสำหรับการประสานงานกับทีมสกัดโจทย์วิจัยของเรา
– รองศาสตราจารย์ ดร. มณี แม่งาน หัวหน้าทีมสกัดโจทย์วิจัยและทีมสกัดโจทย์วิจัยทุกท่าน ที่ร่วมเดินทางตะลอน ๆ
อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และร่วมปรึกษากันแบบข้ามวันข้ามคืน
– พี่เดฟ หัวหน้าสาขาฯ จ.แพร่ ผู้มีความรักต่อถิ่นฐานบ้านเกิดและรวมถึงเจ้าหน้าที่ของสาขาทุก ๆ ท่าน
– กลุ่มปราชญ์ชาวบ้านที่มีความเข้มแข็ง
– พี่เคน น้องเอ้ ในการอำนวยการทุกเรื่องของการเดินทาง รวมถึงน้องแต้วและน้องมอส (ผู้อยู่แนวหลัง)
และ นุ พนักงานขับรถของสภาคณาจารย์
– มหาวิทยาลัยรามคำแหง บ้านหลังใหญ่ภายใต้ชายคาที่อบอุ่นในการทำงานของพวกเราตลอดเวลา
โปรดติดตามตอนต่อไป…
พบกันที่ จ.ปราจีนบุรี ครับ.
ลุกออกมาจาก “พื้นที่ปลอดภัย” แล้วมาร่วมขบวนเดินทางไปด้วยกันครับ….😀
#มหาวิทยาลัยรามคําแหง #สถาบันวิจัยและพัฒนา #สถาบันวิจัยสัตว์ในภูมิภาคเขตร้อน #มหาวิทยาลัยเพื่อชุมชน

























































ขอรายงานการเดินทางในนามของคณะทำงานขับเคลื่อน… “มหาวิทยาลัยเพื่อชุมชน”
ขอรายงานการเดินทางในนามของคณะทำงานขับเคลื่อน… “มหาวิทยาลัยเพื่อชุมชน”
30 พ.ย. 68
คณะกรรมการขับเคลื่อน ออกเดินทางจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง โดยรถของสภาคณาจารย์ และรถยนต์ส่วนตัว
จุดหมายปลายทางที่แรก คือ น้ำตกสะพานหิน มีลักษณะเป็นแนวป่าซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ชุมชนของชาติพันธุ์
ญัฮกุร ของ อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ ได้ทราบจากท่านนายอำเภอเทพสถิตที่มารอต้อนรับคณะของเราว่ายังมีชาวญัฮกุร
กลุ่มสุดท้ายเท่าที่สำรวจได้เหลืออยู่ประมาณ 6,000 คน มีวัฒนธรรมการดำรงชีวิตที่มี
“อัตลักษณ์” โดยเฉพาะภาษาตระกูล มอญ-เขมร ที่สันนิษฐานว่าอาจมีการสืบทอดมาตั้งแต่สมัยทวาราวดี
มีเรื่องราวมากมายที่ “คนใน” อยากสื่อสารกับสังคมไทย ซึ่งทีมวิจัยของเราเก็บรายละเอียดไว้
จากนั้นก็เริ่มเดินทางต่อ เบื้องต้นทำให้ทราบว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ผู้คนยังมีชีวิตผูกพันกับวิถีการเกษตรอย่างเหนียวแน่น
พื้นที่ราบด้านล่างปลูกอ้อย มันสำปะหลัง ด้านบนเป็นสวนผลไม้ มีการลงทุนด้านท่องเที่ยวเชิงเกษตร
มีไม้ผลที่ต้องการอากาศเย็น ได้มีโอกาสสนทนากับผู้ประกอบการ (ศิษย์เก่ารามคำแหง) ในพื้นที่
ที่มีแนวคิดในลักษณะก้าวหน้า แต่เห็นคุณค่าของชุมชน ซึ่งท่านอธิการบดีของเราและทีมวิจัย
ก็ได้มีโอกาสเสนอแนะและแลกเปลี่ยนแนวคิด แนวทาง เพื่อร่วมวิจัยในชุมชน
หมดวันแรกบนพื้นที่สูงของ อ. เทพสถิต
1 ธ.ค. 68
เริ่มวันใหม่ด้วยการรับ “พลัง” จากพ่อขุน
ท่าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ อธิการบดีของเรา หลังจากเปิดงานอย่างเป็นทางการ
ท่านก็ร่วมเวทีเสวนากับข้าราชการในท้องที่ นำทีมโดยท่านนายอำเภอบำเหน็จณรงค์
และชาวชุมชนที่เป็นผู้ประกอบการและเกษตรกร ได้รับทราบปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ
ที่ทางทีมวิจัยของเรา นำมารวบรวมและ “สกัด” ออกมาเป็นโจทย์ ซึ่งจะเป็นแนวทางในการวางแผนทำงานร่วมกัน
มี “การวิจัย” เป็นเครื่องมือสำคัญ และในระหว่างการเสวนา ยังได้ไอเดียใหม่ ๆ
ที่จะช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า ทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมของชุมชน
ก่อนการเริ่มต้นดำเนินการวิจัย
ช่วงบ่าย ทีมของเรา เคลื่อนที่จาก ห้องประชุมของสาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกียรติ จ.ชัยภูมิ ไปพบปะกับ อบต. ต.หัวทะเล
ของ อ.บำเหน็จณรงค์ ได้รับทราบศักยภาพในการบริหารจัดการน้ำของชุมชน
ถัดจากนั้นก็เคลื่อนขบวนมาที่ศูนย์แปรรูปข้าวและผลไม้พื้นเมือง ต.บ้านเพชร พบกับ “คุณตั้ม” ซึ่งเป็นศิษย์เก่าของรามคำแหง
มีแนวคิดในการสร้างมูลค่าเพิ่มจากผลผลิตหลักทางการเกษตร นั่นคือข้าว ให้เพิ่มมูลค่าโดยแปรรูปเป็น “สุราชุมชน”
ที่มีมูลค่าสูง ได้รับรู้ถึงขั้นตอนที่ยุ่งยากของ “ระบบ” ที่เป็นอุปสรรคใหญ่หลวงในการประกอบการ
อาจเปรียบเป็น “คอขวด” ในการพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชนท้องถิ่นในลักษณะก้าวหน้าของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่รักถิ่นฐานบ้านเกิด…
ทีมวิจัยของเราก็ทำการเก็บข้อมูลอย่างละเอียด เพื่อหาช่องทางพัฒนาร่วมกัน
2 ธ.ค. 68
วันแห่งการหาแนวทางฟื้นฟูดอกกระเจียว (ปทุมมา) 😄
ช่วงเช้า
ได้มีโอกาสเสวนากับข้าราชการและชาวบ้านของ เทศบาลตำบลบำเหน็จณรงค์ในห้องประชุมของเทศบาล
บรรยากาศของการเสวนาอบอวลไปด้วยความคาดหวังของพื้นที่ ที่มีต่อมหาวิทยาลัยรามคำแหงของเรา
เครื่องมือสำคัญคือ “การวิจัย” น่าจะเป็นแนวทางแก้ปัญหา “ผู้สูงวัย” ของชุมชนได้อย่างเป็นระบบ
เป็นความต้องการหลักของทั้งหน่วยงานภาครัฐฯ และชาวชุมชน ที่นำเสนอกับทีมของเรา…
เส้นทางของดอกกระเจียว… 🌸
ทีมของเราได้รับรู้ ทั้ง “ความสำคัญและที่มาของปัญหา” ตั้งแต่วันแรกที่มาถึง จ. ชัยภูมิ พรรณไม้ต้นน้อย ๆ
ที่เป็นทรัพยากรทางธรรมชาติของชุมชน บนอุทยานแห่งชาติป่าหินงาม ในพื้นที่ อ.เทพสถิต กลายเป็นจุดหมายสำคัญ
ในช่วงเวลาสำคัญ (มิย – สค.) ปลายฝนต้นหนาว ที่ชักนำนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าสู่จังหวัด
นำพาเม็ดเงินเข้ามาสร้างเศรษฐกิจในท้องถิ่น
(แอบกระซิบดัง ๆ ว่าในเวลาเดียวกันเราแบ่งอีกทีมจากนิติศาสตร์ ไปศึกษาข้อมูลเบื้องต้นกับชาวบ้าน
ถึงความเดือดร้อนเกี่ยวกับกฎหมายที่ดินที่ถึงขั้นย้ายโบสถ์ย้ายบ้าน ย้ายรั้วรามฯ กันเลยทีเดียว 🙂)
เราได้พบหัวหน้า
อุทยานฯ พาทีมวิจัยสำรวจดูพื้นที่ทุ่งดอกกระเจียว รับทราบแนวทางแก้ไขปัญหาการลดน้อยลง
และกำลังจะหายไปทีละน้อยของต้นกระเจียวในทุ่ง ทีมวิจัยของเราเก็บข้อมูลอย่างระมัดระวังและอย่างละเอียด
รวมถึงได้พูดคุยกับปราชญ์ชาวบ้านคนสำคัญที่ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐฯ ในการแก้ปัญหานี้
ผมคงไม่อาจเขียนคำขอบคุณทุกท่านได้ทั้งหมดอย่างละเอียด
ที่เริ่มตั้งแต่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ อธิการบดีของเรา
รองศาสตราจารย์ ดร.มณี อัชวรานนท์ (แม่งานที่ประสานสิบทิศ)
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ก่อพงศ์ รองฯ สาขาชัยภูมิ
คุณต้อง หัวหน้าสาขาวิทยฯ จ.ชัยภูมิ และเจ้าหน้าที่ทุกท่าน ที่ให้การต้อนรับ อำนวยความสะดวก ประสานงานคนในพื้นที่
รวมถึงการมีจิตบริการอย่างสูงสุดอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เพราะทีมสกัดโจทย์วิจัยของเรา ที่ “เอาจริง”
ดึกดื่นเพียงใดหลังจบงานแต่ละวันยังมานั่งสรุปงานโดยมี ท่านอธิการบดี ร่วมปรึกษาและให้กำลังใจในค่ำคืนหนาวเย็น….
รวมทั้งพี่เคนและน้องเอ้ ที่คอยอำนวยความสะดวกต่างๆในการเดินทางของพวกเราในครั้งนี้
การเดินทางของขบวนเราเพิ่งเริ่มต้น….
ปีนี้เราเริ่มต้นเดินทางจากพื้นที่แห่งชัยชนะ….
จ. ชัยภูมิ 😃
ลุกออกมาจาก ”พื้นที่ปลอดภัย“ แล้วมาร่วมขบวนเดินทางไปด้วยกันครับ….😀
#มหาวิทยาลัยรามคําแหง #สถาบันวิจัยและพัฒนา #สถาบันวิจัยสัตว์ในภูมิภาคเขตร้อน #มหาวิทยาลัยเพื่อชุมชน

















































































