ขอรายงานการปฏิบัติงานของ คณะกรรมการขับเคลื่อนการวิจัยและการนำไปใช้ประโยชน์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

วันที่ 9 ตุลาคม 2569

คณะของเรา (มีมาเพิ่มเติมจาก กทม.😁) มุ่งหน้าสู่ ต.ท่าเสา อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี
จุดหมายแรกคือ “วิสาหกิจชุมชนศูนย์สาธิตการเกษตรร้านค้าชุมชน ตำบลท่าเสา”
พบกับคณะกรรมการของศูนย์ฯ นำโดยท่านประธานฯ พิพัฒน์

เล่าให้คณะของเรารับรู้ความเป็นมาของการตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนแห่งนี้
ว่าเกิดจากปัญหาหนี้สินของคนในชุมชนที่ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม
บางรายสูญเสียกรรมสิทธิ์ในที่ดินทำกินของตนเองให้กับธนาคารเพราะเมื่อกู้ยืมมาแล้ว
ผลผลิตการเกษตรไม่ได้ผลดี ปัญหาพ่อค้าคนกลางเอาเปรียบ รวมถึงสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ
ทำให้
กรรมสิทธ์ที่ดินหลุดลอย…

ต่อมารวมตัวกันด้วยแนวคิด “เกษตรปลอดภัย” โดยเน้นให้เกษตรกรในพื้นที่ปลูกพืชผักที่ใช้ในครัวเรือน
นำมารวมกันขายในรูปแบบวิสาหกิจชุมชน มีระบบแบ่งปันผลกำไรที่เป็นธรรม เน้นให้คนในชุมชนช่วยเหลือดูแลกันเอง
จนปัจจุบันมีผลประกอบการที่ดีสมาชิกสามารถ “อยู่ได้” อย่างพอเพียง

สิ่งที่วิสาหกิจต้องการในขณะนี้คือรวบรวมถอดรูปแบบของพื้นที่นี้สร้าง “โมเดล” เพื่อขยายและเชื่อมโยงกับพื้นที่อื่น ๆ
อีกประมาณ 95 ตำบลที่กระจายอยู่ทั่วพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีด้วยความมุ่งหมายที่ดีถึงเพื่อนพ้องอาชีพเกษตรกร
ซึ่งดูจะเป็นเป้าหมายที่ “ใหญ่” มากๆ 😄

อีกประเด็นที่สำคัญที่สืบเนื่องมาจากการตัดถนนเข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคมรวมถึงการ “เปลี่ยนมือ”
ของการถือครองที่ดิน ทำให้เกษตรกรหลายรายมีปัญหาเรื่องการผลิตสินค้าเกษตร หลายชนิดผลิตได้น้อยเพราะมีพื้นที่จำกัดลง
จึงอยากได้เทคโนโลยีการเกษตรใหม่ ๆ ที่สามารถเพิ่มทั้งคุณภาพและปริมาณ
รวมถึงวิธีการถนอมเก็บรักษา การบรรจุภัณฑ์ ฯลฯ ผลผลิตการเกษตรให้มีมาตรฐานที่ดีกว่าที่เป็นอยู่…

หลังจากการพูดคุย คณะเราก็ช่วยกันอุดหนุนสินค้าเกษตรที่ชาวบ้านนำมาฝากที่ศูนย์ขาย
พบว่าราคาถูกมาก ๆ แตกต่างราวฟ้ากับเหว 😅กับร้านหรือ supermarket ต่าง ๆ ในเมือง…

นี่คงเป็นเงินที่สูญหายเข้ากระเป๋า
“คนกลาง” เกษตรกรผู้ผลิตได้แต่จำใจยืนดูตาปริบๆ ยอมรับอย่างหน้าชื่นอกตรม…🥲

ด้วยเวลาที่มีจำกัด คณะเราก็เร่งรีบมุ่งหน้าสู่ ต.หนองขาว อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี
พบกับผู้ใหญ่บ้าน ม.1 คุณธณภณ ผู้นำชุมชนที่เป็นแกนนำชาวบ้านลุกขึ้นมาต่อสู้ปกป้องชุมชนของตนเอง
จากทุนต่างชาติที่อาศัยช่องว่างของกฎหมายและระเบียบต่าง ๆ เข้ามาใช้พื้นที่เกษตรกรรม
โดยเฉพาะคลองส่งน้ำของชุมชน เพื่อใช้ในการสร้างโรงงานแต่งแร่ที่นำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน
ซึ่งกระบวนการอาจสร้างมลพิษทางอากาศ ของเหลือใช้ทางเคมีทิ้งในพื้นที่
รวมถึงการใช้แหล่งน้ำหลัก (ห่างกันแค่ข้ามถนน)
ในการอุปโภคบริโภคของคนในพื้นที่และอาจกระจายสู่พื้นที่ปลายน้ำข้ามจังหวัด…

ผลของการรวมพลังของคนในชุมชน ทำให้โรงงานหยุดดำเนินการ (ชั่วคราว) แต่ยังไม่มีสิ่งใดยืนยันได้ว่าจะหยุดแบบถาวร
ผู้นำชุมชนจึงฝากคณะของเราในประเด็นข้อเสนอแนะในเชิงกฎหมายเพื่อเป็นเหมือน “กำแพงพิงหลัง”
ให้ชุมชนในการออกมาปกป้องตนเองจากภัยคุกคามทางสิ่งแวดล้อมที่อาจส่งผลระยะยาวต่อคุณภาพชีวิตคนในชุมชน

เรายังได้แนวคิดในการถอดรูปแบบของ
“พลัง” ชุมชนในการลุกขึ้นปกป้องตนเอง ซึ่งอาจจะนำไปสู่การสร้างจิตสำนึก “รักถิ่นฐาน” ให้กับชุมชนอื่น ๆ เป็นแบบอย่างต่อไป…☺️

เวลาหมดไปอีกวัน แต่
“พลัง” ที่เราได้รับจากผู้คนในชุมชนกลับมาเพิ่ม “กำลัง” ในการขับเคลื่อนต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง….

ลุกออกมาจาก “พื้นที่ปลอดภัย” แล้วมาร่วมขบวนเดินทางไปด้วยกันต่อไปอีกครับ….😀

#มหาวิทยาลัยรามคําแหง
#สถาบันวิจัยและพัฒนา
#สถาบันวิจัยสัตว์ในภูมิภาคเขตร้อน
#มหาวิทยาลัยเพื่อชุมชน

 

ขออนุญาตรายงานการทำงานของคณะกรรมการขับเคลื่อนการวิจัยและการนำไปใช้ประโยชน์

ในวันที่ 8 ตุลาคม 2569

เดินทางออกจาก กทม. ด้วยเส้นทาง M81 สู่ดินแดนภาคตะวันตก ปลายตำบลหนองขาว
อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี ไม่ไกลจากเมืองหลวงมากนัก แต่สภาพแวดล้อมห่างไกลกันมาก….

คณะเรา เดินทางด้วยรถส่วนตัว (ค่าใช้จ่ายได้รับความอนุเคราะห์จาก รศ.ดร.มณี 😆)
ยังไม่ครบทีมเพราะต่างมีภารกิจ ตามที่ได้นัดหมายกับ “อาจารย์พร”
ที่ศูนย์กระจายสินค้า ต.หนองโรง อ.พนมทวน
คุณครูปราชญ์ชาวบ้านผู้ที่ทำงานทุ่มเทอยู่กับพื้นที่มาอย่างยาวนาน
เป้าหมายคือการ “สร้างมูลค่าเพิ่ม” ให้กับทุกสิ่งทุกอย่างของชุมชน…

ได้รับรู้เรื่องราวของการทำงานอยู่บนเงื่อนไขและบริบทของสังคมที่ไม่ค่อยเอื้ออำนวย
ความยากของการบริหารจัดการพื้นที่ “ป่าชุมชน” กว่าพันไร่ ที่ค่อย ๆ
ฟื้นตัวในลักษณะ Secondary succesion ล้อมรอบด้วยชุมชน 4 หมู่บ้าน

ความต้องการหลัก ๆ ของ อ.พร คืออยากให้มหาวิทยาลัยรามคำแหง “สร้าง”
แผนบริหารจัดการพื้นที่ป่าชุมชน ที่ปัจจุบันเข้าสู่สภาพกำลังทรุดโทรม
จากเดิมที่เคยเป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชน หลายๆ อย่าง “เคย”
ผ่านช่วงเวลาของความ Active แปรเปลี่ยนสู่ความร่วงโรยไปตามสภาพเศรษฐกิจและสังคมปัจจุบัน…

ดูเหมือนการทำ “วิจัยชุมชน” ในครั้งนี้ จะเปิดอีกโลกนึงของคณะเราเข้าสู่ความท้าทายใหม่….😓
ที่ไม่ไกลจากสังคมเมืองหลวงมาก แต่ต่างกันมาก…

ยังไม่จบนะครับ….😊

ลุกออกมาจาก “พื้นที่ปลอดภัย” แล้วมาร่วมขบวนเดินทางไปด้วยกันต่อไปอีกครับ….😀

#มหาวิทยาลัยรามคําแหง
#สถาบันวิจัยและพัฒนา
#สถาบันวิจัยสัตว์ในภูมิภาคเขตร้อน
#มหาวิทยาลัยเพื่อชุมชน

ขอส่งกำลังใจเพื่อการฟื้นฟูมหาวิทยาลัยรามคำแหงของเราหลังน้ำลดครับ..

1 ตุลาคม 2569

ขอส่งกำลังใจเพื่อการฟื้นฟูมหาวิทยาลัยรามคำแหงของเราหลังน้ำลดครับ..

ขณะเดียวกันขออนุญาตรายงานการทำงานคู่ขนานกันไปของคณะกรรมการขับเคลื่อนการวิจัยและการนำไปใช้ประโยชน์
ในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ณ สาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกียรติจังหวัดกาญจนบุรี

จากที่ได้ประสานงานกันก่อนหน้านี้มาร่วมเดือนกับท่านรองอธิการบดีฯ หัวหน้าสาขาฯ กาญจนบุรี
และการนัดหมายกับทีมบริหารส่วนท้องถิ่น ปราขญ์ชาวบ้าน ของ อ.บ่อพลอย
ซึ่งเป็นที่ตั้งของสาขาวิทยบริการฯ เพื่อให้การทำงานเดินหน้าแบบต่อเนื่องของ Campaign “มหาวิทยาลัยเพื่อชุมชน”
คณะกรรมการฯ จึงเดินทางไป พบปะ พูดคุย แลกเปลี่ยน เพื่อร่วมทำงานในช่วงเวลาต่อจากนี้…

ในครั้งแรก (อย่างไม่เป็นทางการ) นี้ทำให้เรา “เปิดโลก” แห่งการรับรู้ข้อมูลและบริบทของพื้นที่ อ.บ่อพลอย
ที่มีความเป็นมา “ไม่ธรรมดา” 😀

อาจด้วยการมีเวลาจำกัดของคณะกรรมการฯ แบบ “เช้าไป-เย็นกลับ” ทำให้ยังไม่อาจเข้าถึงข้อมูลที่รอบด้าน
แต่ถือเป็นการนำร่อง เพื่อขอ “ปักธง” ในการใช้ “สหวิทยาการเพื่องานวิจัย”
ทำงานร่วมกับชุมชนท้องถิ่นอย่างเต็มรูปแบบของ

#มหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งหมุดหมายสำคัญคือการเป็น #มหาวิทยาลัยเพื่อชุมชน ให้ได้ตามเป้าประสงค์

ได้รับทราบข้อมูลพอสมควรจากทีมบริหารส่วนท้องถิ่น

ได้มีโอกาสรู้จักกลุ่มปราชญ์ชาวบ้านกลุ่มสตรีสูงวัย
ที่มีวัฒนธรรมการชักชวนให้คนทำบุญด้วยการร้องประสานเสียงแบบพื้นบ้านที่เรียกกันว่า “ร่อยพรรษา”
ในลักษณะ “จิตอาสา“ ที่กำลังจะสูญหายไปกับกาลเวลาเพราะไร้ผู้สืบทอด…

ได้รับทราบการเหลืออยู่ของกลุ่มช่างฝีมืออัญมณี 39 ชีวิต จากการพัฒนาสะสมประสบการณ์สืบทอดมาจาก
“ความรุ่งเรือง” ในอดีต ที่ปัจจุบันเมื่อทรัพยากร
“พลอย” หายากมาก ๆ หลงเหลือ “นิล” ที่เป็นส่วนเหลือจากการขุดพลอย
แต่กลับมากลายเป็นอัญมณีที่มีคุณค่าทดแทน

และกำลังประสบปัญหา “ของปลอม” “ของถูก” จากระบบเศรษฐกิจโลกมารุกรานวิถีชีวิตคนในชุมชนท้องถิ่น

และสุดท้ายได้มีโอกาสรู้จักกลุ่มชาติพันธุ์ จากเวียดนาม ที่สืบทอดวัฒธรรมมาอย่างยาวนาน
ในอดีตมีการเคลื่อนย้ายจากฝั่งตะวันออกมาสู่ฝั่งตะวันตกของประเทศไทย เรียกตัวเองว่า
“ไทยทรงดำ” ซึ่งปัจจุบันมีวิถีชีวิตที่ปรับตัวเป็น “คนไทย”
แต่ยังคงมีการสืบทอดวัฒนธรรมดั้งเดิมอยู่อย่างเข้มแข็ง

ก่อนกลับจากสาขาฯ เดินผ่านห้องโถงเหลือบไปเห็นรูป “ผู้ชายคนนั้น..” 😁
ผู้ช่วยศาสตราจารย์วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ อธิการบดีของเรา
ป่านนี้คงง่วนอยู่กับการฟื้นฟูสภาพจากน้ำท่วมของ “รามฯ 1” อยู่อย่างเข้มแข็ง เชื่อว่า
“พลัง” จากท่าน ทำให้คณะฯของเราและทุกชีวิตในรามฯ มีกำลังใจ “เดินต่อ” อย่างไม่ย่อท้อครับ….

ขอบคุณ
– รองศาสตราจารย์ประโมทย์ จารุนิล
รองอธิการบดีสาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกียรติจังหวัดกาญจนบุรี
– นายนันทภัค ไม้หอม
หัวหน้าสำนักงานเลขานุการ สาขาวิทยบริการฯ จ.กาญจนบุรี
– นางสาวชลัชกร ปานดี
นักวิชาการศึกษาปฎิบัติการ
– เจ้าหน้าที่ของสาขาฯ ทีมบริหารส่วนท้องถิ่น และปราชญ์ชาวบ้าน
ทุก ๆ ท่าน

ลุกออกมาจาก ”พื้นที่ปลอดภัย“ แล้วมาร่วมขบวนเดินทางไปด้วยกันต่อไปอีกครับ….😀

#มหาวิทยาลัยรามคําแหง
#สถาบันวิจัยและพัฒนา
#สถาบันวิจัยสัตว์ในภูมิภาคเขตร้อน
#มหาวิทยาลัยเพื่อชุมชน

ส่งมอบผลผลิตจากวิจัยร่วมกับชุมชน…. ให้กับชุมชน

11 กันยายน 2569

ผู้ช่วยศาสตราจารย์วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ (รักษาการอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง)
และรองศาสตราจารย์นพคุณ คุณาชีวะ (คณบดีคณะสื่อสารมวลชน)
นำทีมคณาจารย์ผู้วิจัย 9 โครงการ นำเสนอและส่งมอบผลผลิต (Output)
จากการทำวิจัยร่วมกันกับคนในชุมชนจังหวัดนครศรีธรรมราช ให้กับผู้ใช้ประโยชน์ (Stakeholder)
ของชุมชนเพื่อนำไปต่อยอดใช้ประโยชน์ (Outcome) ณ สาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกียรติจังหวัดนครศรีธรรมราช

ย้อนหลังกลับไปเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2568 ที่เคยร่วมกันสกัดโจทย์วิจัยที่มาจาก “ความต้องการของคนในชุมชน”
จนมาถึงวันนี้ที่เกิดผลผลิตจากการทำงานร่วมกันผ่านมาประมาณ 1 ปี
ถูกนำเสนอตรงต่อชุมชนในแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในมิติของการวิจัยของมหาวิทยาลัยรามคำแหง
(หรืออาจในประเทศ😀) ในแบบที่เรียบง่าย ตรงไปตรงมา และจริงใจ…

ซึ่งเราเชื่อว่า… น่าจะเป็นแนวทางที่เรามุ่งที่จะเดินไปในลักษณะนี้
ท่ามกลางกระแสสังคมและเศรษฐกิจที่แปรเปลี่ยนผันผวน
และแวดวงวิชาการที่มุ่งเน้นความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ทิ้งผู้คนไว้ข้างหลังเต็มไปหมด….

ก้าวแรก… ของชุมชนจังหวัดนครศรีธรรมราช
จะเป็นฐานให้ทีมวิจัยเดินต่อไปในก้าวที่สอง สาม และสี่… อย่างช้า ๆ และมั่นคง

สิ่งหนึ่งที่เราได้รับรู้จากการทำงานผ่านมาในครั้งนี้ คือ ความผูกพันและความคาดหวังของคนในชุมชนต่าง ๆ
ที่มีต่อมหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งจากนี้ไปจะไม่เป็นเพียงสถาบันการศึกษา เป็นที่เรียนหนังสือ เพียงอย่างเดียว….
แต่จะถูกเปลี่ยนมุมเป็นสถาบันที่ช่วยแก้ปัญหาต่าง ๆ ของชุมชนและสังคมควบคู่กันไปด้วย
โดยนำวิชาความรู้ที่มีอยู่ไปใช้ประโยชน์ได้จริงผ่านกระบวนการ “วิจัย”
ที่ทำงานร่วมกันกับคนในชุมชน ได้ผลผลิต และใช้งานได้ทันที…

ในที่สุด…. ภารกิจแรกของสถาบันวิจัยและพัฒนา ที่ร่วมกับสถาบันวิจัยสัตว์ในภูมิภาคเขตร้อน
ก็บรรลุไปอีกขั้น ขอบคุณ รองศาสตราจารย์ ดร. มณี อัชวรานนท์ (ผอ.สถาบันวิจัยสัตว์ฯ)
กับการประสานงานสิบแปดทิศ 😃 จนก้าวแรกผ่านพ้นสู่ก้าวที่สองและต่อ ๆ ไป

“ก้าวที่กล้า”
ที่จะเป็น “มหาวิทยาลัยเพื่อชุมชน”

ขอบคุณ
– ผศ.ดร. เดมีย์ ระเบียบโลกและเจ้าหน้าที่ทุก ๆ ท่านของสาขาวิทยบริการฯ จ.นครศรีฯ
ที่เหน็ดเหนื่อยกับเรื่องการเตรียมสถานที่และประสานงานต่าง ๆ

– รองอธิการบดีฯ ทุกท่านที่มาร่วมแรงร่วมใจ
– เจ้าหน้าที่ของสถาบันวิจัยและพัฒนาและสถาบันวิจัยสัตว์ฯ กับเตรียมงานตลอดมา

ลุกออกมาจาก “พื้นที่ปลอดภัย” แล้วมาร่วมขบวนเดินทางไปด้วยกันต่อไปอีกครับ….😀

#มหาวิทยาลัยรามคําแหง
#สถาบันวิจัยและพัฒนา
#สถาบันวิจัยสัตว์ในภูมิภาคเขตร้อน
#มหาวิทยาลัยเพื่อชุมชน

บทบาทใหม่ในการเปลี่ยนแปลงบริบทสังคมของสถาบันวิจัยสัตว์ในภูมิภาคเขตร้อน มหาวิทยาลัยรามคำแหง

17 สิงหาคม 2569
งานถ่ายทอดองค์ความรู้จากงานวิจัย “ความแตกต่างของรสชาติและเนื้อสัมผัส (Taste and Texture)
ระหว่างเนื้อวัวที่เลี้ยงด้วยหญ้าและเนื้อวัวที่เลี้ยงด้วยเมล็ดธัญพืช” คือ อีกหนึ่งภารกิจในบริบทใหม่ทางสังคม
ที่สืบเนื่องจากการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่เคยทำไว้เมื่อปี 2568 กับเครือข่ายเกษตรกรผู้เลี้ยง
โคเนื้อ จังหวัดสุโขทัย

ผู้เข้าร่วมงาน_นอกเหนือจากได้เข้าใจความแตกต่างของเนื้อโคจากกระบวนการเลี้ยงที่แตกต่างกัน จากการบรรยาย
ยังได้ร่วมทดสอบรสชาติของเนื้อโคที่ผ่านการปรุงโดยใช้กระทะร้อน Pan-searing เพื่อให้คะแนน
และหาข้อสรุปการร่วมกันก้าวเดินต่อไปใน
รูปแบบการทำฟาร์มเลี้ยงโคผลิตเนื้อที่สามารถสร้าง
“อัตลักษณ์” ให้กับชุมชนเกษตรกรผู้เลี้ยงโคของจังหวัดสุโขทัย

มาถึงตอนนี้ พูดได้เลยครับว่า บทบาทของสถาบันการศึกษา
โดยเฉพาะหน่วยงานสนับสนุนอย่างสถาบันวิจัยสัตว์ในภูมิภาคเขตร้อนต้องเปลี่ยนไป…

เพราะชาวชุมชน ยังรู้สึกดีและมีความหวังมาก ๆ กับมหาวิทยาลัยรามคำแหงของเรา

“มหาวิทยาลัยเพื่อชุมชน” ☺️

ขอบคุณ
รองศาสตราจารย์ ดร.มณี อัชวรานนท์ (ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสัตว์ในภูมิภาคเขตร้อน)
สำหรับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายทุกอย่าง

พี่เคน (หัวหน้าเชฟ)
น้องเอ้ น้องโด่ง น้องแต้ว
และน้องมอส สำหรับการจัดเตรียมทุกอย่าง….

#มหาวิทยาลัย
รามคําแหง #สถาบันวิจัยสัตว์ในภูมิภาคเขตร้อน #มหาวิทยาลัยเพื่อชุมชน

แล้ววัฒนธรรมการวิจัยของมหาวิทยาลัยรามคำแหง ……. จะเปลี่ยนไป 😊🦌

20 ก.ค. 69
รองศาสตราจารย์ ดร.มณี อัชวรานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสัตว์ในภูมิภาคเขตร้อน ”จุดเริ่มต้น“ ของ Campaign
#มหาวิทยาลัยเพื่อชุมชน ในฐานะหัวหน้าทีมวิจัย เรียนเชิญหัวหน้าและผู้ร่วมโครงการวิจัยใน Objective ที่ 4
ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ทั้ง 15 โครงการ ทั้งของสาขาวิทยบริการ จ. นครศรีธรรมราชและ จ. นครราชสีมา
“ที่ได้ดำเนินการจนเสร็จสิ้นเรียบร้อย” และเปิดโครงการใหม่เฉพาะของสาขาวิทยบริการนครศรีธรรมราช
งบประมาณ พ.ศ. 2569 อีก 4 โครงการ พบปะหารือ (ณ ห้องประชุมสถาบันวิจัยและพัฒนา อาคารสุโขทัย ชั้น 12)
เกี่ยวกับกำหนดการและแนวทางในการนำเสนอผลการวิจัยในพื้นที่ ๆ ทำวิจัย คือ จังหวัดนครศรีธรรมราช
(วันที่ 8-12 กันยายน) จังหวัดนครราชสีมา (วันที่ 29-30 ตุลาคม 2569) ณ สาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกียรติ
เป็นเวที นำเสนอ รับฟังความคิดเห็น จากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและผู้ใช้ประโยชน์ (Stakeholder)
จากคนในชุมชน องค์กรบริการท้องถิ่น ที่จะต่อยอดใช้ประโยชน์จากผลของการวิจัยและนำไปสู่นโยบายสาธารณะ….

ซึ่งอาจเป็นครั้งแรก และจุดเริ่มต้น กระบวนการใช้ประโยชน์จากการวิจัยที่เป็นรูปธรรมของมหาวิทยาลัยรามคำแหง
บนหลักการ ผลผลิต (Output) ผลลัพธ์ (Outcome) และผลกระทบ (Impact) ที่ชัดเจนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ขอบคุณท่านอาจารย์
นักวิจัยทุกท่านที่ ลุกออกมาจาก ”พื้นที่ปลอดภัย“ (Comfort Zone) แล้วมาร่วมขบวนเดินทางไปด้วยกันครับ….😀

#มหาวิทยาลัยรามคําแหง
#สถาบันวิจัยและพัฒนา
#สถาบันวิจัยสัตว์ในภูมิภาคเขตร้อน
#มหาวิทยาลัยเพื่อชุมชน

ในที่สุดเราก็ได้ข้อเสนอโครงการวิจัยใน Objective ที่ 4 เพื่อการขับเคลื่อน Campaign “มหาวิทยาลัยเพื่อชุมชน” ในปีที่ 2

ในที่สุดเราก็ได้ข้อเสนอโครงการวิจัยใน Objective ที่ 4 เพื่อการขับเคลื่อน Campaign “มหาวิทยาลัยเพื่อชุมชน” ในปีที่ 2

ขอบคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง สำหรับกำลังใจและ
“กำลังลุ้น” ของท่าน ที่ให้กับสถาบันวิจัยและพัฒนา (สวพ.) และสถาบันวิจัยสัตว์ในภูมิภาคเขตร้อน (สวสร.)
ในการมุ่งสู่การเป็น “มหาวิทยาลัยเพื่อชุมชน” เสมอมา

การอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “การสร้างแนวทางพัฒนาข้อเสนอโครงการวิจัยเพื่อมุ่งสู่การเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อชุมชน”
ในครั้งนี้นั้น อาจารย์ที่ยื่นข้อเสนอโครงการ ได้แลกเปลี่ยน และวิเคราะห์ ข้อเสนอของตนเองกับวิทยากรทั้งสองท่าน
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เกสรี พงษ์สังข์ และ ดร.ก่อพงษ์ นามวัฒน์ เพื่อนำไปปรับปรุงก่อนขั้นตอนการอนุมัติโครงการแล้วนำไปเริ่มต้น “ทำงาน”
ร่วมกับพี่น้องในชุมชนทั้ง 4 จังหวัด ได้แก่ นครศรีธรรมราช ชัยภูมิ แพร่ และปราจีนบุรี
และในครั้งนี้ทางสาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกียรติทั้ง 4 แห่ง ก็ได้ร่วมประชุมแบบ Online
โดยระบบของทางสำนักเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา

ขอบคุณ “ผู้จุดประกาย” ไอเดียและเบื้องหลังการทำงานจนได้ 28 ข้อเสนอที่มีคุณค่านี้ คือ รองศาสตราจารย์ ดร.มณี อัชวรานนท์
(ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสัตว์ในภูมิภาคเขตร้อน) และเจ้าหน้าที่ของ สวพ. และ สวสร. ในการประสานทำงานทุกท่าน

นี่อาจจะเป็นมุมมองใหม่ในการสร้างข้อเสนอโครงการวิจัย ที่ผู้ได้ประโยชน์ไม่ใช่เพียงอาจารย์ผู้สร้างข้อเสนอ
แต่รวมถึงผู้คนในชุมชน ที่จะเป็น “Stakeholder”
และอาจนำไปสู่การสร้างนโยบายสาธารณะ ที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน
ในนามของมหาวิทยาลัยรามคำแหง… ของเรา

ลุกออกมาจาก “พื้นที่ปลอดภัย” แล้วมาร่วมขบวนเดินทางไปด้วยกันครับ….😀

#มหาวิทยาลัยรามคําแหง
#สถาบันวิจัยและพัฒนา
#สถาบันวิจัยสัตว์ในภูมิภาคเขตร้อน
#มหาวิทยาลัยเพื่อชุมชน

สถาบันวิจัยสัตว์ในภูมิภาคเขตร้อน (สวสร.) หลังจากเริ่มต้นทำงานกับชุมชน ตั้งแต่เมื่อครั้งทำโครงการ #ตลาดชุมชนฟาร์มกวาง

สถาบันวิจัยสัตว์ในภูมิภาคเขตร้อน (สวสร.) หลังจากเริ่มต้นทำงานกับชุมชน ตั้งแต่เมื่อครั้งทำโครงการ #ตลาดชุมชนฟาร์มกวาง สร้างการรับรู้ต่อสังคมและชุมชนในนามของ “มหาวิทยาลัยรามคำแหง” จนกลายเป็นการ “จุดประกาย”
ให้กับสถาบันวิจัยและพัฒนาจัดสร้าง Campaign #มหาวิทยาลัยเพื่อชุมชน ในวันนี้ก็ยังทำหน้าที่นั้นอย่างต่อเนื่อง

ทีมของเราในวันนี้พากันย้อนกลับไป “ค้นหาอดีต” รากเหง้าของชุมชนที่เคยมีชีวิตอยู่ในพื้นที่บ้านวังหาด ต.ตลิ่งชัน อ.บ้านด่านลานหอย จ.สุโขทัย ตั้งแต่
“ยุคหินใหม่” เข้าสู่ “ยุคเหล็ก” ตอนต้น ราว 2,000 กว่าปีมาแล้ว (ก่อนมีนครรัฐสุโขทัย)
จากสิ่งของที่ชาวชุมชนเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์บ้านวังหาด ที่ ”เคย“ เป็นแหล่งค้นคว้าหาความรู้โบราณคดีและท่องเที่ยวที่สำคัญ
แต่ปัจจุบันด้วยยุคสมัยทำให้ถูกลดความสนใจลงไป

ขอบคุณในความตั้งใจของ คุณสมชาย นาโตนด (ครูกุ้ง) ครูศูนย์การเรียนรู้ ตำบลบ้านด่าน
ที่มาเปิดกุญแจพิพิธภัณฑ์ให้ทีมของเราได้มีโอกาสเข้าไปเห็น บอกเล่าเรื่องราวของวัตถุโบราณชิ้นต่าง ๆ
อีกทั้งยังนำเราเดินทางไปจนถึง “ต้นน้ำคลองแม่รำพัน” ที่ไหลผ่าน อ.บ้านด่านลายหอย เข้าสู่ ต.เมืองเก่า
ซึ่งชื่อเดิมในชุมชนเรียกว่า “คลองปันลำ” ที่เป็นแนวเขา “สันปันน้ำ” หรือ “ผีปันน้ำ”
ระหว่างจังหวัดลำปางและจังหวัดสุโขทัย อันเป็นเส้นทางการเคลื่อนย้ายของผู้คนทางเหนือ
ลงมาอาศัยในพื้นที่สุโขทัยในปัจจุบัน ชี้จุดที่มีการสร้างเตาถลุงแร่เหล็กที่มีจำนวนมากและยังไม่มีการศึกษาวิจัยอย่างจริงจังบนแนวภูเขาดังกล่าว
และยังพาไปยังจุดที่มีการพบเครื่องมือ “ยุคหิน” ที่คนในพื้นที่เชื่อว่ามีกระจัดกระจายอยู่ในชุมชน
สุดท้ายนำไปพบกับกลุ่มอาชีพของคนในชุมชนปัจจุบันที่ยังดำรงชีพจากทรัพยากรในท้องถิ่นของต้นน้ำคลองแม่รำพัน…

สิ่งที่ทีมของเราได้พบเห็นในวันนี้ ทำให้รู้ว่า ภารกิจของหน่วยงานการศึกษา
ยังมี “อะไร” ที่ต้องทำอีกมาก ที่จะนำไปสู่การเป็น “มหาวิทยาลัยเพื่อชุมชน”
การทำงานในวันนี้จะนำไปสู่กระบวนการทำงานในวันข้างหน้าอีกยาวไกล…..

แต่เรา จะไม่หยุดยั้ง 😊

ลุกออกมาจาก ”พื้นที่ปลอดภัย“ แล้วมาร่วมขบวนเดินทางไปด้วยกันครับ….😀

#มหาวิทยาลัยรามคําแหง #สถาบันวิจัยและพัฒนา #สถาบันวิจัยสัตว์ในภูมิภาคเขตร้อน #มหาวิทยาลัยเพื่อชุมชน

ขอรายงานการเดินทางของคณะทำงานสกัดโจทย์วิจัย…. มหาวิทยาลัยเพื่อชุมชน จังหวัดปราจีนบุรี

16 ธ.ค. 68
สุดท้ายของการเดินทาง….(สำหรับปีนี้)
แต่คือจุดเริ่มต้น…. ของข้อเสนอโครงการ

หลังจากคณะทำงานฯ รองอธิการฯ และเจ้าหน้าที่ของสาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกียรติจังหวัดปราจีนบุรี
ได้สักการะ “พ่อขุน” เราก็เริ่มงานทันที…

ในห้องประชุม (ปรับปรุงใหม่) ชั้น 2 เต็มไปด้วยพี่น้องปราชญ์ชาวบ้านจากชุมชนต่าง ๆ และทีมผู้บริหารจาก ต.ไม้เค็ด
ทุกคนดูตื่นเต้นกับการมาเยือนของคณะทำงานฯ มาก สารพันปัญหาที่เริ่มต้นจากการบริหารจัดการน้ำ
ที่ดูเหมือนจะเป็นปัญหาใหญ่ของชุมชนเกษตรกรรม จนไปถึงปัญหาการตลาดของสินค้าเกษตร
และการต่อสู้ดิ้นรนของผู้คนใน “เมืองรอง” ที่ใกล้กรุงเทพฯ

เนื่องจากมีเวลาเพียงวันเดียว ช่วงบ่ายคณะทำงานเร่งรีบ “ออกสกัดโจทย์จากพื้นที่”
เริ่มจากปัญหาหลักเรื่องการบริหารจัดการน้ำ ที่ทางชุมชนไม้เค็ดและใกล้เคียง
อยากได้กระบวนการที่ผู้คนในชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารทรัพยากรท้องถิ่นที่มีค่า
ที่มีอยู่จำกัด แบ่งปันทั่วถึงอย่างเป็นธรรม… (บนบริบทสังคมที่สร้างอุปสรรคนานับประการ)
ก่อนจากกันกับทีมผู้บริหารท้องถิ่น เราก็ได้ยินประโยคที่ชาวชุมชนมักจะพูดเสมอ ๆ ว่า

“ฝากความหวังไว้กับมหาวิทยาลัยรามคำแหงด้วย…” 😓

จากนั้นคณะเราก็ลัดเลาะไปตามชุมชนต่าง ๆ ถึง 5 ที่ ที่เหมือนหลบซ่อนอยู่ในเงาครึ้มของต้นไม้ รับรู้ถึง “ความหวัง”
ในการพัฒนาพื้นที่ของตน โดยเฉพาะการพัฒนาทางเศรษฐกิจชุมชน ที่อาจกลายเป็น “ราก”
ของปัญหาทุกอย่างของสังคมที่นี่

ก่อนเดินทางกลับ… คณะทำงานก็ได้ผ่านเข้าใจกลางเมืองเล็ก ๆ ของ จ.ปราจีนบุรี
หามุมเติมพลังและสรุปหัวข้อต่าง ๆ ที่ได้เป็นการบ้านจากพี่น้องในชุมชนต่าง ๆ

ขอบคุณคณะทำงานขับเคลื่อนทุก ๆ ท่าน รวมถึงทุก ๆ ท่านที่สาขาวิทยบริการฯ จ. ชัยภูมิ แพร่ และปราจีนบุรี….
การเดินทางของพวกเราในครั้งนี้บรรทุกหนักกลับมาคือ “ความหวัง” ของผู้คน รับรู้ถึง “ความคาดหวัง”
ที่ประชาชนมีต่อมหาวิทยาลัยรามคำแหง

คณะทำงานของเราเปรียบเสมือน “กลุ่มมดตัวน้อย” ที่ช่วยกันแบกความคาดหวังนั้น
กลับมาให้คณาจารย์ทุกท่านได้ใช้ความสามารถของท่านช่วยกันนำสิ่งดีๆ คืนกลับสู่สังคมและชุมชน….

ขอบคุณ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ อธิการบดีของเราที่เริ่มนำการเดินทางที่ชัยภูมิ
ซึ่งเป็นการเริ่มต้นที่งดงาม… เป็นกำลังใจที่สำคัญของพวกเรา

ขอบคุณ

– ท่านรองอธิการบดีฯ ทั้ง 3 จังหวัด ชัยภูมิ แพร่ และปราจีนบุรี ที่ให้การต้อนรับพวกเราอย่างอบอุ่น
และร่วม “ตะลอน” ไปกับเราในทุกพื้นที่

– คณะทำงานทุก ๆ ท่านโดยเฉพาะ รองศาสตราจารย์ ดร. มณี อัชวรานนท์ แม่งานประสานสิบทิศ
ที่มีพลังเต็มเปี่ยม และนำมาใช้ในงานนี้

– พี่น้องเจ้าหน้าที่ทุกท่านทุกสาขาฯ คณะของเรารับทราบถึงความตื่นตัวและตื่นเต้นของทุกท่านที่ใช้ “หัวใจ”
ในการเตรียมงานต้อนรับพวกเรา

– พี่น้องชาวชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน ทุกๆ ท่าน ที่เราได้มีโอกาสรู้จัก พูดคุย และส่งผ่านความคาดหวังมา…..

การทำงานบทใหม่กำลังจะเริ่มต้น…

แล้ววันหนึ่ง….. เราจะกลับมาครับ 😊

ลุกออกมาจาก “พื้นที่ปลอดภัย” แล้วมาร่วมขบวนเดินทางไปด้วยกันครับ….😀

#มหาวิทยาลัยรามคําแหง
#สถาบันวิจัยและพัฒนา #สถาบันวิจัยสัตว์ในภูมิภาคเขตร้อน
#มหาวิทยาลัยเพื่อชุมชน